โลกนี้คือความโหดร้าย

คือความทารุณ คือความป่าเถื่อน

ชีวิตมนุษย์ ไม่ได้สวยงาม

อย่างที่เรามองให้เป็น

คิดดูสิ เราเกิดมายังไง

เราเกิดมาจากการเสพสังวาส ซึ่งเป็นสัญชาติญาณพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์

เราเกิดมาจากการเสพสังวาส

เราเกิดมาพร้อมคาวเลือดและน้ำตาแห่งความเจ็บปวดของผู้ที่เรียกว่าแม่

เกิดมาแล้วยังเป็นภาระให้พ่อกับแม่ต้องคิดหาทางที่จะเลี้ยงเรา

เลี้ยงอย่างไรไม่ให้ลูกมันแย่ เลี้ยงยังไงไม่ให้ลูกอดอยาก ไม่ให้ลูกขาดปัจจัย4

เครียด เราเกิดมาเราก็สร้างความเครียดให้ผู้ให้กำเนิด

โตขึ้นมาหน่อย เริ่มคิดเองได้

เป็นยังไงล่ะ เราสร้างความทุกข์ให้กับคนใกล้ตัว

ยังไงน่ะหรือ

แค่คุณต้องการจะมีความสุข คุณก็อาจจะต้องสร้างความสุขนั้นบนความทุกข์ของพ่อแม่

โตขึ้นมาหน่อย

เราก็เกิดความรู้สึกต่างๆขึ้นมา

ความเกลียด ความโกรธ ความแค้น การอิจฉา ความต้องการทำร้ายผู้อื่น ไม่ว่าในด้านจิตใจหรือกาย

แล้วก็เกิดความรัก จริงๆแล้วมันคือการเห็นแก่ตัวต่างหาก

แล้วตามมาด้วยความใคร่

เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็เกิดความผิดหวัง ความเศร้า

ต่อมาเมื่อรู้จักความใคร่ เกิดการเสพสังวาส

และการให้กำเนิดก็ตามมา เมื่อให้กำเนิด

ก็เกิดความคาดหวัง เมื่อผิดหวัง ก็เกิดความเศร้า ความโกรธ

เมื่อถึงบั้นปลายชีวิต

ก็เกิดความกลัว

กลัวที่จะต้องตาย กลัวที่จะต้องทรมาน

แล้วสุดท้าย ก็ตาย

ชีวิตมันมีเท่านั้นเอง

มีแต่ความโกรธ เกลียด เศร้าหมอง อิจฉาริษยา ความใคร่ การเสพสังวาส ความกลัว

ชีวิตมันมีเท่านี้เอง

ใครว่าชีวิตมันสวยงาม ไม่เลย

ใครว่าโลกนี้มันสวยงาม ไม่เลย

โลกนี้มีแค่เท่าที่คุณรับรู้ได้ด้วยประสาททั้ง5 อาจจะ6สิ

ในเมื่อประสาททั้ง5 หรือ6 ของคุณ

จะต้องประสบแต่ความเจ็บปวดความทรมานความโศกความเศร้า ผ่านประสาทนั้นๆ

มันก็เท่ากับว่าโลกนี้มันไม่ได้สวยงามเลย

เหล่ามนุษย์ผู้โง่เขลาทั้งหลาย

ได้แต่หลอกตัวเองกันว่ามันคือความสุข

โถโถโถ น่าสมเพชเวทนาเหลือเกิน

เราสร้างศาสนาขึ้นมา

เพื่อให้มนุษย์รู้จักต่อสู้กับความกลัว

เราสร้างเรื่องชีวิตหลังความตายขึ้นมา

เพื่อให้มนุษย์ไม่กลัวที่จะต้องตาย

เราสร้างบาป สร้างบุญ ขึ้นมา

เพื่อสร้างสำนึกปลอมๆขึ้นมา

เหมือนที่เราสร้างกฏหมาย

เพื่อจะได้ง่ายต่อการควบคุมของกลุ่มคนในชนชั้นปกครอง

นี่น่ะหรือความสวยงามของมนุษย์ โถโถโถ มันไม่มีหรอก ความสวยงามน่ะ

ผู้มีศรัทรา ไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนที่กลัวต่างหาก

กลัวว่าหากไม่มีอะไรให้ศรัทรา ไม่มีอะไรเหนี่ยวรั้งจิตใจอันบอบบางเอาไว้

จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ ด้วยความกลัวเพียงลำพัง

กลัวว่าผู้ที่เราศรัทรา หรือสิ่งที่เราศรัทรา จะถูกล้มถูกโค่นลง

เมื่อนั้นก็ไม่มีสิ่งใดให้เชื่อได้อีกต่อไป ผู้ศรัทรากลัวสิ่งนั้น จริงหรือไม่?

ผู้ศรัทราอาจไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้โดยไม่มีความหวังถึงชีวิตหลังความตาย

โถโถโถ นี่น่ะหรือคือความสวยงามของโลกใบนี้

นี่น่ะหรือความความสวยงามของมนุษย์ โถ่ มันไม่มีจริงเลย

หรือคุณๆที่เข้ามาอ่านเรื่องราวที่ชั้นกำลังเขียนอยุ่นี้

คิดว่าอย่างไรกันเล่า พูดมาสิ

บอกชั้นมา ชั้นต้องการจะอ่านความคิดของพวกคุณ

ขอบคุณที่ทนอ่าน ขอบคุณ

 

 

edit @ 11 May 2009 00:39:21 by GroundFloor

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot! ยังกะโบชัวร์ลัทธิประหลาดแถวบ้านเลยแฮะ

คือว่ายังงี้นะครับ หมอ (เฮ้ๆแกอยู่ม.ต้นนะ) วินิจฉัยว่าคุณเป็น "โรคซึมเศร้า"

คือขอโทดนะครับ จะคิดอะไรกันนักกันหนา - -' ผมน่ะ ส่วนตัวแล้ว ไม่ได้คิดอยากจะเป็นคนที่ถูกเขียนชื่อไว้ในประวัติศาสตร์หรอกนะ มันยุ่งยาก
ผมแค่ขออยู่ไปวันๆ สัมผัสสายลมและแสงแดดอย่างมนุษย์ปถุชนเดินดินธรรมดาทั่วไปก็ดีแล้ว อยู่กับเพื่อน อยู่กับครอบครัว

สุดท้ายนี้ ผมแค่คิดว่า
ความสุขก็คือความสงบสุขของโลกครับ ขอใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปวันๆก็พอ ไม่ต้องทำดีที่สุดหรอก
ฮ่ะๆ ผมเนี้ยน๊า~ กล่าวสุนทรพจน์น่าเบื่อได้ไงเนี้ย

ปล.ขอให้มีความสุขนะครับ!

#1 By นายแจ็คน์ on 2009-05-10 20:46

Hot!

เราไม่ได้เป็นเราหรอกนะ
แต่เราถูกทำให้เป็น
ไม่ว่าการสั่งสอน ประสบการณ์
ศาสนา สังคม กฎหมาย ฯลฯ
การพบกับความทุกข์ หรือความสวยงาม
ทุก ๆ อย่างที่เขาพอเจอ จะทำให้เขาเป็น
คนที่เขาเป็นตามสิ่งนั้น ๆ ผลกระทบนั้น ๆ
ของคน ๆ นั้น

เรื่องที่ดีอย่างหนึ่งที่พี่รู้สึกนะคะ
คือการมีความเชื่อ
เพราะมันทำให้ความสงสัยลดลง
คนที่มีความสงสัยมาก
ณ จุดหนึ่ง
เราจะสงสัยกระทั่งความคิดของตัวเอง
เรื่องนี้หนูคงเข้าใจว่ามันเป็นยังไง

#2 By Simetra_Violet on 2009-05-10 22:20

ก่อนอื่นขอบอกครับว่าชอบหลายประโยค ในนี้นะ อิอิ

แล้วขอแสดงความยินดีด้วยนะครับที่มองได้แบบนั้น
เป็นการมองที่เข้าใจว่าโลกไม่ได้น่าพิศมัยเหมือนใครหลายคนพูดกัน

จริงๆ พระพุทธเจ้าให้เรามองโลกในความเป็นจริง ซึ่งในความเป็นจริงนั้นก็จะเห็นแบบที่คุณเขียนในนี้นั่นแหละ

แต่พระองค์ไม่ได้บอก ให้เกลียด ให้เบื่อ ให้เซ็ง เพราะมันเป็นไปของมันแบบนี้มานมนาน

และด้วยการอยู่ร่วมกันหลายพันล้านคน รวมไปถึงธรรมชาติมันแปรเปลี่ยน มนูาย์ทุกคนรวมถึงตัวเรา ตัวผู้เขียน ถูกเลี้ยงดูมาแตกต่างกัน ย่อมทำให้แทบจะทุกอย่างมันไม่ได้ดั่งใจที่เราต้องการเสมอๆ

ดังนั้นพระพุทธเจ้าเลยพยายามพร่ำบอกกับเราว่า เมื่อคุณเห็นโลกตามความเป็นจริงแล้ว แล้วคุณจะมีวิธีอยู่บนโลกนี้ได้อย่างไร ได้อย่างมีความสุขจริงๆ

สิ่งหนึ่งที่ถ้าคุณทำได้ก็จะพบความสุขแน่ๆ คือ "การลดตัวกูของกู" หมายความว่า อย่าไปยึดถือว่า ไอ้นั่น ไอ้นี่ เป็นของคุณ ถ้าคุณคิดเช่นนั้นแล้ว คุณจะกระวนกระวาย รัก ชอบโกรธหลง กับสิ่งนั้นตลอดเวลา (แค่คิดยึดว่าคนนี้เป็นแฟนเราคนเดียว ก็ปวดหัวแล้ว)

ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันกัน แต่จริงๆ มันเป็นผลต่อเนื่อง แนะนำครับว่า ถ้าอยุ่ในช่งวสับสน หรือ พบเรื่องในทำนองนี้ให้หาหนังสือธรรมะที่ตัวเองคิดว่าอ่านง่าย ลองมาอ่านดู แล้วอาจจะมีแนวคิดอะไรใหม่ๆครับ

#3 By ฟิวส์ on 2009-05-10 22:27

ฉันคิดว่า

โลกนี้ไม่ได้สวยงาม และไม่ได้น่าขยะแขยง

มันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงตามกฏธรรมชาติ ภายใต้ความไม่เที่ยง ไม่ถาวร และไร้ความเป็นเจ้าของที่สมบูรณ์

และเมื่อไม่มีอะไรที่ถาวรสมบูรณ์ ทั้งความสุข หรือความทุกข์ เมื่อมันเป็นเพียงสิ่งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่ควรจะยึดถือ ไม่ควรจะเก็บมาดีใจหรือเสียใจ

มนุษย์ไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งสวยงาม

แต่มนุษย์ยังดีกว่าสิ่งอื่นบางสิ่ง สิ่งที่เรียกว่าเดรัจฉาน ไม่ใช่ว่ามนุษย์วิเศษวิโสกว่า แต่ฉันก็ภูมิใจที่เกิดเป็นมนุษย์เพราะนั่นทำให้ฉันได้มา พบกับพระพุทธศาสนา ได้ทำบุญ ได้ให้ทาน ได้เจริญภาวนา และได้ทำสิ่งที่ทำให้ชีวิตของตนดียิ่งๆขึ้นไป

ในมุมมองที่ จขบ. เขียน ฉันคิดว่าจริงทีเดียว มนุษย์ "ผู้ไม่รู้" ย่อมเป็นแบบนั้น

เราล้วนเป็นมนุษย์ผู้ไม่รู้ เกิดมาด้วยความไม่รู้ และตายไปด้วยความไม่รู้ ในความไม่รู้ เราได้ทำร้ายตัวเอง และคนรอบข้างมากมาย

แต่เมื่อมนุษย์ผู้ไม่รู้กำเนิดมาแล้ว และได้มาเรียนรู้ลงที่กายลงที่ใจนี้ เราจะเข้าใจตัวเอง เราจะเข้าใจคนทั้งโลก เราจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง ภายในใจที่แปรปรวนตลอดเวลา โลกก็แปรปรวนไม่ต่างกัน แต่ยังมีพื้นที่เย็นๆเล็กๆที่ทำให้พบกับความสุขที่ยิ่งใหญ่

ฉันขอส่งความสุขที่ฉันมีให้คุณได้มั้ยคะ?

ฉันอยากให้คุณเชื่อว่าในความเส็งเคร็งมากมาย ยังมีพื้นที่เย็นๆบางส่วนให้ได้พัก และอยากให้เชื่อว่า ความสุขที่ยิ่งใหญ่มีอยู่จริง

ท่ามกลางโลกที่เส็งเคร็ง ถ้าเรายิ้มให้กัน ใจเราคงเย็นขึ้นมามากกว่าโลก

และฉันจะยิ้มให้คุณ

อยากให้คุณมีความสุข อยากให้คุณรู้

คุณรู้สึกถึงมันบ้างรึเปล่าคะ?



big smile big smile big smile

#4 By mindfulness on 2009-05-11 07:34

ไม่ยึดติด มองให้ก็เพียงแค่มอง รู้ก็เพียงแค่รู้
ระยะแรกๆ ของพระพุทธเจ้าก็แบบนี้แหละ
เมื่อไม่ยึดติดแล้วทุกอย่างจะไม่เกิด ทั้งความคิด
ความกลัว การยึดติดของเรา ในโลกปัจจุบันมัน
มีทั้งที่ไม่ยึดติดในสิ่งที่ไม่ยึดติด อาจจะงง
ในแง่หนึ่งนั้นถ้าเราเอาตัวเราคิดจะคิดไม่ออก
แต่ถ้าเราเอา ธรรมชาติคิด ก็จะรู้
มด แมง หมา แมว ไก่ ก็ยึดติด แต่เป็นสิ่ง
ที่ธรรมชาติสร้างให้ มันทำตามกิเลสพื้นฐาน
ตามธรรมชาติอย่างเดียว มันจึงมีสิดที่จะอยู่
โดยไม่ต้องมีสมองคิด มันมีประโยชน์ ต่อโลก
ไม่งั้น ดินก็ไม่เป็นดิน น้าก็ไม่เป็นน้ำ อากาศ ก็ไม่
บริบุณร์
แต่ คน ไม่ใช่ ถ้าคนทำตามธรรมชาติก็มีสิตที่จะอยู่
โดยหนักแน่น แต่ตอนนี้มนุด สงสัยว่า ถ้ามนุดตายไปทั้งโลก จะอยู่ได้มั้ย ผมก็เชื่อว่าอยู่ได้ แต่ทำไมมนุดอยู่
แล้วโลกเสื่อมลง ก็มนุดนะแหละเสื่อมลงเอง และยังสงสัยอิกว่า แล้วมนุดฉลาดจนเกือบจะเจาะอะตอม
ไปที่ต่างๆ ได้เองแล้ว ทำไมต้องหยุดอยู่ที่ตัวเองอย่างพระพุธเจ้าบอก ทั้งหยุดสังวาส หยุดคิดเกินยากเกิน ไร้สาระ คำตอบคือ ถ้าไม่ทำ เราก็อยู่ได้ปกติดี หากินอยู่
ได้ดี แต่นี่ทำไมถึงไปถึงดาวอังคาร นี่ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างเช่นกัน แต่ไม่ใช่พื้นฐานการดำรงชีพ สิ่งนี้ทำไมเกิดขึ้น ก็เพราะความกลัว แล้วอะไรบ้างล่ะ
กลัวตาย กลัวศูณย์พันธุ์ ก็ไปหาดาวอยู่ กลัว กลัว
และก็กลัว เขื่อว่า ทั่นเจ้าของ บล็อกก็กลัว การกลัวของมนุด เหมือนการรินน้ำใส่แก้วไปเรื่อย กลัวเรื่อยๆ ยิ่งนานยิ่งกลัว เพราะมันใกล้เข้ามาแล้ว โอ้...............
กลัว หนึ่งขวบ แปดขวบ 15 ปี 19 25 30 40 60 มันมาแล้ว
มันมาแล้ว ความตาย มันมาแล้วววววววว................
แก้วเริ่มล้นแล้ว อย่างที่รู้กันความกลัวเกิดความทุก ความทุกเิกิดความคิด คือการปรุงแต่ง การปรุ่งแต่ง การหาอะไรยึด แล้วอะไรล่ะคือสิ่งที่ควรจะมี เราไม่ต้องคิดหรอกเพราะมีคนคิดไว้แล้ว คือการดับทุก การดับทุกจริงเหรอ ตอบว่า ไม่จริง 5555 เราดับความกลัว....
เอาล่ะ แล้วความกลัวมาจากไหนล่ะ มาจากจิตที่คิด และยึดติด ชั้นสุดท้ายไง.......คือตัวกูนี่แหละ สังขารกูนี่แหละ แล้วก็กูหยิกกู ก็ก็เจ็บ แล้วกูจะไม่ใช่กูได้ไง
นั่นก็ใช่ นั่นคือจิตอัตโนมัต จริงๆ เราเดิน กินนอน ก็เจ็บอยู่แล้วตั้งแต่เกิด ก็คือมันเป็นร่างกายอะ มันก็เป็นงี้น่ะ
แล้วจะไม่ยอมเหรอ นั่นก็คือถอน การถอนให้ใจออกจาก กายคือการไม่ขยับตามความกลัว จริงๆ เราทนทุกข์ได้ แต่สิ่งที่ทนไม่ได้คือความกลัวที่มาจากทุก อย่างเช่น เรากลั้นลมหายใจไว้ ทุกคือ โอย....ตรูมึน หัวชาาแล้ว
แน่นอนถ้าเราไม่ตาย เราก็ทำต่อไปได้ ซักปีก็ยังได้ แต่ทำไป เกิดการกลัวตาย นั่นคือทุกขั้นสอง งงกะขั้นจริง..555 จะขยายความละเอียดให้นะ
ทุกขั้นที่หนึ่ง 1-จากร่างกาย....มันเกิดเอง ตามธรรมชาติ
แล้ว 2-เกิดกิเลส พื้นฐาน 3- กลัวถ้าไม่ได้สนอง 4-ก็เกิด
กิเลสอยากสร้างสิ่งอำนวยสนอง กิเลสพื้นฐาน อิกที แล้วกลัวว่าไม่ได้สร้างสิ่งที่อำนวยกิเลสอิกที เลยเกิดกิเลส เป็นชั้นๆๆๆๆๆ ซับซ้อนไปเรื่อย ลาบ ยศ ก็คือปลายกิเลสของกิเลสของทุขอิกทีนั่นเองล่ะ ทั้งหมดทั้งมวลนี่ทั้งเซต นี่คือ ทุข แล้วไปดาวอังคารทำไม เพราะนี่ไง มนุษย์ ทำทุกสิ่งเพื่ออำนวยกิเลสพื้นฐานเรานี่แหละ แต่ทำก่อน ก่อนที่มันจะเกิด ในขณะเดียวกันตอนนี้เราก็มีกินธรรมดาอยู่บริบูณร์ เราทำก่อนไปหลายเสต็ป
สิตธัถถะบอกว่า ให้อยู่กับปัจจุบันกาล เพราะไม่งั้นเราก็ไปดาวอังคารแบบนี้แหละ ไปตั้งแต่มันยังแดงอยู่เรย555
อ้าวไม่ไป อีกไม่กี่ล้านปีลูกหลานก็ตายน่ะสิ กลัวสูญพัน
อิอิ เราเบียดเบียนลูกหลานเรานะ เห็นแก่ตัวนะ
กลัวลูกหลายตาย เรากลับมาสู่ความกลัวตายอิกที
เราควรสร้างอะไรเหรอ ยานอวกาศ นาโนอตอมริฟิวชั่น
เหรอ กลับมาที่เดิม ดับความกลัว เมื่อเราดับได้แล้ว
เราควรทำอะไร สอนลูกหลานรุ่นต่อๆไป ให้ดับความกลัว
แยกใจออกจากสังขาร แล้วถึงจุดนั้น เมื่อโลกวิบัติล่ะ
อย่างน้อยพวกเค้าก็รู้ว่าตายแล้วก็เท่านั้น จิตนิ่งอยู่ในความไม่ยึดติด ไม่มีอะไรมาเติมแก้ว แก้วเปล่า ใจว่างเปล่า การถือโทษสาปแช่งบรรพบุรุษก็ไม่เกิด
ยังครับ ยัง...เราทำไปเพราะเห็นแก่ตัวว่าถ้าเราละทุขได้แล้ว ไม่สร้างยานอวาศแล้ว เราก็ให้ลูกหลานละทุขได้บ้างจะได้ไม่ว่าเรา...5555 มันซ้อนจริงๆ
เราจะรู้ว่า ตายอายุเท่าไหร่กันเหรอที่จะดี คำตอบคือไม่มี
ค่ามันเท่ากัน ทุกคนจบในที่เดียวกัน ช้าเร็วก็สิ้นศูณย์เหมือนกัน จะไแดาวไหนก็เหมือนกัน เราก็ไปตายที่ดาวนั้นๆ เหมือนกัน อ้าวแล้วจะไม่ต้องมีมนุษย์โลกในจักรวาลแล้วเหรอ คำตอบคือไม่รู้ แต่ไม่ใช่ว่าจะรู้มันไปทำไม ต้องถามคนสุดท้าย คนสุดท้ายที่อยู่ หรือไม่ก็ลองถามสมเสร็จ ดู

สรุปคือ สิ่งที่เจ้าของบล็กบอกนั่นเป็นจริงหมด ที่จริงทุกอย่างเป็นสิ่งลวง คือสิ่งที่มาสนองทุกข์ ที่เกิดกิเลสพื้นฐานนั้น จนกิเลส จากทุก ชั้นที่เท่าไหร่ไม่รู้ กิเลสที่เท่าไหร่ไม่รู้ เกิดมาได้ กฎ ถ้าว่า อยากสนุคิด ลองคิดว่า
ถ้าเราหิว จะเกิดกิเลส อยากกิน ถ้าไม่ได้กิน จะเกิดอะไร
และทำยังไงก่อน วันนี้ทำงาน เป็นเจ้าของ บริษัท
คิดต่อๆๆๆ ไปเล่นๆดูครับ มันจะรู้ว่า นักเรียน เกิดมาได้ยังไง
โทษทีครับ ยาวมากไปหน่อย ที่จริงแล้วไม่ควรนำมาขยายขนาดนี้นะเรื่องแบบนี้ ต้องรู้เองไปทีละอย่าง

#5 By (61.90.98.5) on 2009-05-11 11:23

โทษที ข้างบนนี่ของผมเองแหละ

#6 By Dome on 2009-05-11 11:58

ชอบบทความนะครับ ได้แง่คิดดี
บางประโยคก็จริงแท้ๆ
ขอแสดงความคิดเห็นหน่อยแล้วกัน

ผมคิดว่าโลกนี้คือวงจรครับ
วงจรที่เชื่อมโยงสรรพสิ่งเข้าด้วยกัน
ด้วยแง่มุมที่ดี และไม่ดี

มนุษย์เรากินเนื้อเป็นอาหาร กินพืชเป็นอาหาร
แน่นอนว่ามันคือความตายของสิ่งมีชีวิตอื่น
แต่มันหยิบยื่นความอยู่รอดให้กับเราเช่นกัน

ในแง่เดียวกัน เรามีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น
พร้อมๆกับที่คนอื่นๆก็มีความสุขบนความทุกข์ของเรา
เป็นวัฏจักรที่ทอดต่อๆกันไป

บุญบาป-กฏหมาย เป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ครับ
การล่มสลายของอารยธรรมมนุย์ในอดีตที่ไร้กฏระเบียบ
คือประวัติศาสตร์ที่เราไม่ต้องการก้าวไปซ้ำรอยเดิม

เหตุเพราะมนุษย์มีความต้องการพื้นฐานอยู่ในจิตใต้สำนึก
ในข้อที่ว่า "ต้องการการยอมรับจากคนหมู่มาก"
มนุษย์จึงถูกตราหน้าว่าเป็นสัตว์สังคม

ทีนี้เมื่อคนๆหนึ่ง มาอยู่รวมกับคนอื่นๆจนกลายเป็นผู้คน
ความคิดเห็นปัจเจก ก็ถูกลดความสำคัญลง
และเริ่มปฏิบัติตามกระแสสังคมที่กำลังเป็นไป

ใครที่ทำตัวแปลกประหลาดจนเกินกว่าขอบเขตของสังคมจะยอมรับได้ (ในแง่ที่คนส่วนใหญ่มองว่าไม่ถูกต้อง)
ก็จะถูกกีดกันออกจากสังคมนั้นๆไป

โดยมีกฏหมายเป็นเครื่องชี้วัดภายนอก
มีความละอายและเกรงกลัวบาปคอยกำกับอยู่ภายใน
ก็อยู่กันมาได้อย่างถูลู่ถูกังจนถึงทุกวันนี้

ส่วนที่เค้าว่าโลกนี้นั้นสวยงาม
ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะสวยงามจริงรึเปล่า
มันจะสวยด้วยตัวมันเอง หรือสวยเพราะมุมมองที่เราเอาไปยัดให้มัน

(บางทีโลกอาจเป็นเพศชาย และอยากให้เราเรียกมันว่า หล่อล่ำก็ได้นะ) surprised smile

#7 By tofu on 2009-05-12 17:40

is that all?
ไม่สำคัญครับว่าจะมีชีิวติแล้วตาย สำคัญระหว่างนั้นคุณได้สร้างคุณค่าอะไรให้คนอื่นบ้างหรือเปล่า

ไม่ใช่แค่ กิน นอน เยี่ยว ขี้ หายใจ แล้วก็ตายไปวันๆ ไม่งั้นก็เป็นแค่สัตว์เดรัจฉานครับ

คิดว่า ไม่จำเป็นต้องอ่านใจผมมังครับ? ผมว่าผมถ่ายทอดมาค่อนข้างชัดเจน แต่คิดว่าถ้าจะถกกับผม คุณไม่มีทางชนะหรอกครับ