ปรัชญาบนรถไฟ ประสบการณ์เฉียดตายและใกล้บ้า
posted on 30 Mar 2009 22:23 by groundfloorวันศุกร์ที่ผ่านมาอิชั้นไปแอ่วเชียงใหม่แหละ
นั่งรถไฟครั้งแรกในรอบ10ปี!!
สาเหตุที่เลือกนั่งรถไฟคือ......ไม่รู้สิ แค่อยากนั่งน่ะ
ในความคิดของอิชั้น ถไฟเป็นพาหนะที่บรรจุความฝันของคนที่แตกต่างหลากหลายจนนับไม่หมด
ไม่แน่สาเหตุที่อิชั้นนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ครั้งนี้อาจจะเพราะ.........อะไรซักอย่า วุ้ย งง เขียนอะไรวะ?!
...........
มาเข้าเรื่องตื่นเต้น(?)กันดีกว่า
อิชั้นเป็นคนสูบบุหรี่ ถ้านั่งรถทัวไปนี่อดเติมสารไปครึ่งวันได้ ไม่เอาอะ นั่งรถไฟดีกว่า(สปริ๊นท์เตอร์)
อย่างน้อยออกมาสูบตรงช่วงต่อโบกี้ได้ แค่อาจจะเสียงๆหน่อย
รถไฟออกจากหัวลำโพง19.20น. ไม่เลท
จำไม่ได้ว่าถึงลพบุรีกี่โมง รู้แต่ว่ามีพี่ผู้ชายคนนึงขึ้นมาบนรถไฟ
อิชั้นนั่งติดทางเดิน พี่เค้าก็นั่งติดทางเดิน ระหว่างอิชั้นกับเค้ามีทางเดินกั้นกลางนั่นเอง
เนื่องจากนอนไม่หลับ สังเกตุเห็นว่าพี่เค้าลุกลี้ลุกลนผิดปกติ
เดี๋ยวก็กดโทรศัพมาดู เดี๋ยวก็เดินออกไปทางห้องน้ำ(ทางเดียวกับออกนอกโบกี้)
เดี๋ยวก็กลับมานั่งที่เดิม หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุยแบบลุกลี้ลุกลนดูล่กๆยังไงชอบกล
อิชั้นก็เลยเกิดอาการสงสัยว่าพี่เค้าเป็นอะไร เลยลองถามเค้าไปว่า
"พี่คะ กีโมงแล้วคะ"
พี่เค้าตอบกลับมาว่า......." .(จำไม่ได้).ทุ่ม" แบบห้วนๆ แล้วก็กลับไปลุกลี้ลุกลนต่อ
ซักแป๊บพี่เค้าออกไปทางห้องน้ำ อิชั้นก็เลยลุกไปจะไปสูบบุหรี่
พอถึงช่วงต่อโบกี้ กำลังจะกดเปิดประตู
ภาพที่อิชั้นเห็นคือ พี่ผู้ชายคนเมื่อกี๊กำลังยืนคีบบุหรี่ หันหน้าออกนอกโบกี้
โน้มตัวลงไปแบบน่าหวาดเสียงว่าจะตก....
อิชั้นก็อึ้งดิ!! มึงจะฆ่าตัวตายป่าววะเนี่ย
รีบกดเปิดประตู พี่เค้าก็ทำหน้าเหมือนตกใจหันกลับมามองอิชั้น
ต่างคนต่างนิ่ง
..........
.....
...
"พี่ หนูขอบุหรี่ตัวดิ"
พูดออกแค่นั้น คิดไรไม่ออกกูขอบุหรี่ไว้ก่อนละกันวะ
พี่เขาก็ยื่นบุหรี่มาให้ แล้วอิชั้นก็ออกไปยืนนอกโบกี้ด้วยคน ด้วยความกลัวว่าพี่เค้าจะโดดรถไฟตาย
เชื่อมั๊ย บทสนทนาที่อิชั้นจะเล่าให้ฟังเท่าที่จำได้มัน.....ช่าง..........ประหลาดสิ้นดี
"น้องคิดว่าพี่กำลังจะฆ่าตัวตายรึเปล่า"
"ค่ะ" .... ตอบแบบตรงๆตามประสาคนซื่อ(บื้อ)
"น้องคิดถูกแล้วล่ะ รู้รึเปล่าว่าพี่เจออะไร พี่มีแฟน แฟนพี่โกหกพี่"
" *0* ......... เรื่องแค่นี้พี่ต้องตายเลยหรอคะ?" เรื่องแค่นี้พี่จะโดดรถไฟตายเลยเรอะ
"น้องอย่าเพิ่งตกใจ พี่จะเล่าให้ฟัง "
ว่าแล้วพี่เค้าก็ร่ายยาว โดยมีอิชั้นคอบพยักหน้าปนพูดเสริมๆปลอบๆไปด้วย
"พี่เกิดมาในครอบครัวที่บ้านแตกสาแหรกขาด
เงินทองไม่มี แต่พี่ดึงตัวพี่เองมาถึงจุดนี้ได้ น้องรู้มั๊ยว่าพี่ทำงานอะไร พี่เป็นทหาร ยศร้อย(ร้อยอะไรซักอย่าง จำไม่ได้) พี่อยากมีครอบครัวที่มาความสุข พี่แต่งงานกับแฟนพี่ พี่อยากสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ไม่เหมือนกับครอบครัวพี่ตอนเด็กๆ พี่เป็นทหาร มีลูกน้องเป็นร้อย มีเงินมีทอง มีทุกอย่าง แต่แฟนพี่กำลังโกหกพี่ แฟนพี่มีผู้ชายคนอื่นอีก แฟนพี่ติดเที่ยวกลางคืน น้องลองคิดดูสิ พี่ทำทุกอย่าง ขยันทำงาน กลับมาหาเค้าทุกครั้งที่พี่มาได้
หากว่าพี่ทำงาน สร้างฐานะ สร้างทุกอย่างให้พร้อมเพื่อครอบครัวที่อบอุ่น แต่ครอบครัวที่พี่ทุ่มเทให้ มันพังแล้ว
มันไม่สามารถอบอุ่นได้แล้ว อย่างนี้พี่จะทำไปเพื่ออะไร
พี่มีหน้ามีตา ถ้าลูกน้องพี่รู้ว่าพี่มีปัญหาครอบครัว หน้าที่การงานพี่ก็เสีย แบบนี้พี่จะทำไปเพื่ออะไรอีก สู้ให้พี่ตายไปจะดีกว่า
ชีวิตพี่เกิดมา ถ้าพี่ต้องตายไม่ว่าในสนามรบหรือโดดรถตาย พี่ไม่เสียดาย พี่ถือว่าพี่ทำมาสุดๆแล้ว ถ้าพี่ต้องตายเพราะพี่ไม่สามารถสร้างครอบครัวที่อบอุ่นได้
พี่ไม่เสียดายเลย"
จริงๆพี่เค้าไม่ได้พูดแค่นี้ เค้าพูดให้อิชั้นฟังทุกอย่างเหมือนคนน๊อตหลุด ส่วนอิชั้นได้แต่อึ้ง ใจก็นึกเห็นใจ
ถ้าสิ่งที่พูดมาเป็นเรื่องจริง พี่เป็นคนที่น่าสงสารที่สุดเลย แต่ยังไงก็ตาม ความรู้สึกอิชั้นไม่อยากให้พี่โดดรถตาย
อย่างน้อยน่าจะคิดอะไรก่อนดีกว่าที่จะตัดสินใจอะไรแบบนี้ อิชั้นก็เลยพยายามฃวนคุยไปเรื่อยๆ จนรู้ว่าพี่เค้าจะลงรถไฟไปหาแฟนที่พิษณุโลก (แอบเปิดตารางรถไฟดูเห็นว่าอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆก็ถึง) ก็เลยชวนคุยไปเรื่อยๆจนถึงพิษณุโลก จนพี่เค้าลงจากรถไฟไป .....แบบปกติ.....
ก่อนที่พี่เค้าจะลงจากรถไฟ อิชั้นพูดกับพี่เค้าเบาๆว่า
"พี่คะ ถ้าพี่จะตาย หนูไม่ห้ามหรอก ชีวิตพี่ พี่เลือกเอง
แต่อย่างน้อย ถ้าพี่จะตายจริงๆ ขอให้พี่ตายแบบมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่โดดรถไฟลงไปตายเหมือนหมาข้างถนน"
พี่เค้าก็ยิ้มให้ แล้วเดินลงไปจากรถไฟขบวนนี้
............................
..........................
.......................
....................
.................
มาคิดดูหลังจากที่พี่เค้าลงรถไฟไปแล้ว
ถ้าวินาทีนั้นอิชั้นไม่ลุกออกไปเจอพี่เค้า
พี่เค้าจะตายรึเปล่า
และตามมาด้วยความคิดที่ว่า
การที่อิชั้นไปห้าม(ทางอ้อม)โดยไม่ให้พี่เค้าตาย ถือเป็นเรื่องดีจริงหรือ
คนเราคิดฆ่าตัวตายเพราะเชื่อว่าหลังความตายจะมีสิ่งที่ดีกว่า ถ้าอย่างนั้นปล่อยให้เค้าไปเจอสิ่งที่เค้าคาดหวังจากความตายจะดีกว่าหรือไม่?
.............
ก็คิดกันไปให้โลกแตกเลยละกัน
จบเรื่องที่หนึ่ง
ว่ากันถึงรถไฟขากลับ
อิชั้นรั่งรถไฟกลับจากเชียงใหม่รอบ21.00น. แต่รถไฟออกเวลา22.50น.ค่ะ
เท่านั้นไม่พอ รถไฟถึงกรุงเทพเวลา
อีก15นาที5โมงเย็นค่ะ!!!!!!!!!!!
เท่ากับอิชั้นใช้ชีวิตบนรถไฟถึง18ชั่วโมง จากเดิมที่ควรเป็น12ชั่วโมง
สาดดดดดดดดดดด
นี่แหละหนอรถไฟไทย
แม่ง.... เลยสถานีลำพูนมาได้สองกิโล รถเสีย ซ่อมๆๆๆๆ ซ่อมไม่ได้ ถอยกลับมาลำพูน
ซ่อมๆๆๆ รถออก
แม่งเหมือนเดจาวู!!! เจ๊งอีก ซ่อมๆๆๆ
ไม่ไหว ถอยกลับลำพูนอีกรอบ
เป็นอย่างนี้หลายรอบมาก
จนสุดท้ายใช้หัวลากมาลากรถสปริ๊นท์เตอร์แทน.....ซะอย่างนั้นเลยค่ะ
ออกจากลำพูดได้ก็ตี3แล้วอะ คิดดูละกันนะคะ
แต่... สิ่งที่น่าตื่นเต้นของเรื่องราวบนรถไฟมันไม่ได้มีแค่นี้ นี่มันแค่น้ำจิ้ม
นรกของจริงกำลังรออยู่ที่ข้างๆอิชั้นเอง
อิชั้นเลือกที่นั่งเบอ29 เพราะเป็นที่เบอเดียวกับขามา อยากจะนั่งกลับที่เดิมไง
พออิชั้นขึ้นรถไฟไป ด้วยความที่อัธยาศัยดี เลยชวนคนข้างๆคุยก่อน อย่างน้อยต้องร่วมทางกันซักระยะล่ะวะ
พี่ที่นั่งช้างๆเป็นพี่ผู้หญิง ลักษณะดูธรรมดามากกกก
"พี่ลงที่ไหนคะ
"ลพบุรีค่ะ น้องล่ะ"
"กรุงเทพค่ะ"
"เป็นคนเชียงใหม่หรอ"
"เปล่าค่ะ หนูขึ้นมาเที่ยวบ้านแฟน "
อย่างงี้อย่างงี้จะอั้นจะอี้ บ้อบอคอแตก คุยกันไปเรื่อยๆจนมาจบที่ แล้วพี่มาทำอะไรที่เชียงใหม่ล่ะคะ
ได้ความว่า พี่เค้ามาลงเรียนโทที่ มช เรียนปรัชญา เพิ่งจบป.ตรีจาก มอ.(ปัตตานี) วิชาเอกปรัชญาเหมือนกัน
อิชั้นก็ตาวาวดิ!!! ด้วยความว่าตอนจบมอ6(เพิ่งผ่านมา2-3ปีเอง)อิชั้นสอบตรงติดอักษณศาสตร์เอกปรัชญา
ที่ศิลปากร แต่ที่บ้านไม่ให้เรียน เพราะกลัวอิชั้นจะไม่มีงานทำหรืออะไรของเค้าก็ไม่รู้
สุดท้ายก็ไม่ได้ไปเรียนที่นั่น เฮ้อ เสียดาย
อิชั้นก็เลยเกิดอาการสนใจโคตรๆ ยิงคำถามไปให้พี่เค้า(ต่อไปนี้จะขอเรียกพี่เค้าว่า พี่หยิน นะคะ)
การยิงคำถามของอิชั้นครั้งนี้ สามารถเปลี่ยนชีวิตอิชั้นไปได้เลยนะคะเนี่ย
"พี่คะ ปรัชญาเค้าเรียนอะไรกันบ้างอะคะ"
"น้องอยากรู้จริงรึเปล่า" .... พยักหน้าหงึกหงัก
"งั้นน้องลองตอบคำถามพี่ดูแล้วกัน"
คำถามมากมายไหลเหมือนก๊อกแตกออกมาจากปากพี่เค้า เริ่มจาก
น้องรู้ได้ยังไงว่าน้องมีตัวตนอยุ่จริง
น้องจะเชื่อได้ยังไงว่าพี่มีตัวตน
พี่อาจจะเป็นแค่ภาพในจินตนาการของน้องก็ได้
พี่น่ะไม่มีตัวตนจริงหรอก เป็นแค่จินตนาการของน้อง
บลาๆๆๆ
โห ทำเอาอิชั้นเชื่อจริงๆไปพักหนึ่งเลยว่าอิชั้นไม่มีตัวตน พี่เค้าก็ไม่มีตัวตน
เพราะอิชั้นหาคำตอบไม่ได้ว่าอิชั้นเอาอะไรมายืนยันว่าอิชั้นมีตัวตนจริง
คือพี่หยินเค้าบอกอิชั้นว่า
พี่รู้ว่าคนไหนที่พี่แกล้งเค้าด้วยคำถามและคำพูดแล้วเค้าจะคิดต่อ
นั่นแหละ คือการแกล้งด้วยความคิด แกล้งด้วยคำพูด น้องกำลังคิดสิ่งที่พี่ถามใช่มั๊ย
ว่าแล้วพี่เค้าก็นั่งยิ่มกริ่มอยู่คนเดียว
เหมือนภูมิใจมากว่าทำให้อิชั้นคิดมากได้แล้ว เย่ ดีใจจัง
คิดดูว่าหลังจากพี่ถามเสร็จ อิชั้นนั่งนิ่งคิดอยุ่คนเดียวนานมากจนพี่เค้าถามขึ้นมานั่นแหละ
ยัง มันยังไม่จบแค่นี้!!!
น้องเคยได้ยินคำกล่าวของโสเครติสมั๊ย
เธอรู้ว่าฉันรู้ ฉันรู้ว่าเธอไม่รู้ สิ่งเดียวที่ฉันรู้ คือฉันไม่รู้อะไรเลย
เหมือนโดนหมัดฮุกเข้ามากลางท้องเลยทีเดียว แทบหงายหลัง?!?!
เหมือนกับเค้าหยินกำลังปล่อยระเบิดเวลาที่มาในรูปแบบของคำถามให้อิชั้นคิด
คิด
คิด
คิด
คิด
คิดจนนั่งเถียงกับตัวเองอยุ่ในใจ คือเริ่มเข้าใจแล้วว่าคนเรียนปรัชญาต้องเป็นคนที่คิดเยอะจริงๆ และสงสัยในทุกสิ่ง
ประเภทที่ว่า สงสัยแม้กระทั่งตัวเอง บลาๆๆ
นรกทางความคิดขุมแรกของอิชั้นยังไม่จบ
เนื่องจากรถไฟดีเลย์ อิชั้นจึงต้องนั่งคุยปรัชญาอยุ่ข้างๆพี่เค้าจนถึงตี3กว่า ถึงจะได้หลับ(จาก5ทุ่มนะ)
อิชั้นได้เล่าเรื่องผู้ชายจะฆ่าตัวตายให้พี่เค้าฟัง
พี่เค้าถามกลับมาว่า
"น้องจะเชื่อได้ยังไงว่าน้องช่วยเค้า"
"น้องจะรู้ได้ยังไงว่ามีชีวิตอยู่มันดีกว่าตาย"
เออว่ะ เริ่มคิดแล้วว่าทำไมเราถึงเชื่อว่าการอยู่มันถึงดีกว่าการตาย
ถ้าเราอยากตาย นั่นแปลว่าเราย่อมคาดหวังอะไรจากความตาย
หวังว่าความตายจะมีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ หวังว่า ... หวังว่า ... อะไรอีกมากมาย
ไม่มีอะไรที่พิสูจน์ได้ซักหน่อยว่าความตายจะแย่กว่าการมีชีวิตอยู่
ถ้าอย่างนั่น อิชั้นอาจจะไม่ได้ช่วยพี่ผู้ชายคนนั้นหรอก อิชั้นอาจจะฉุดให้พี่เค้าจมอยู่กับโลกที่มัน(คิดเอาเอง)ก็ได้
...........
ใกล้บ้าแล้ว
ในที่สุดก็วนมาเรื่องศาสนา(ใครที่อ่านบล๊อคอิชั้นก็อดทนอ่านหน่อย ใกล้จบแล้ว)
พี่คะ (อิชั้นพูดเอง) หนูรู้มาว่า พระพุทธเจ้าสอนว่า อย่าเชื่อพระพุทธเจ้า
อย่างนี้ถ้าหนูไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ก็แปลว่าหนูเชื่อพระพุทธเจ้า
เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้เราไม่เชื่อ เราก็ไม่เชื่อ ก็แปลว่าหนูเชื่อพระพุทธเจ้า
......
"นั่นเป็นสิ่งที่น้องต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง พี่ตอบไม่ได้
เพราะพี่เป็นแค่ภาพที่จินตนาการของหนูสร้างมา"
งงมั๊ย คิดว่าอิชั้นใกล้จะหลุดโลกไปรึยัง?
ยัง ยังไม่หมด ยังมีอีก
คำถามอีกโคตรเยอะ อาธิเช่น
โลกนี้มีอยู่จริงรึเปล่า
เราจะรู้ได้ยังไงว่าโลกนี้มีอยู่จริง
น้องมองกาแฟแล้วน้องเห็นอะไรบ้าง
จริยธรรมมีอยู่จริงหรือไม่
ความสวย ความงาม ความดี ความเลว มีอยู่จริงหรือ
ถ้าคิดว่ามี แล้วน้องเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐานล่ะ
บรรทัดฐานทางสังคม?
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่ามันถูกต้อง?
โอ๊ย บลาๆๆ
จนสุดท้ายตอนที่พี่เค้าจะลงรถที่ลพบุรี(อีกแล้ว) อิชั้นได้ถามคำถามพี่เค้าไปคำนึงว่า
"ทำไมพี่ถึงแกล้งหนูด้วยการโยนระเบิดเวลาในรูปคำถามมาให้หนูคิดตลอดคืนล่ะพี่"
..ตอบทันทีเลยว่า
"ก็น้องถามพี่เองนี่ ว่าปรัชญาเรียนอะไร"
...................................
สรุปว่าที่กูนั่งคุยนั่งคิดมาทั้งคืนกูยังหาคำตอบไม่ได้เลยว่าปรัชญาเรียนอะไร
นอกจาก ปรัชญาเรียนทุกอย่าง
(เสียงในสมองสั่งมาว่า แล้วทุกอย่างคืออะไร อะไรคือทุกอย่าง บลาๆๆ นี่กูติดเชื้อเด็กปรัชญามาแล้วใช่มั๊ย)
...............................................
ข้อสังเกตุ*
*นักปรัชญาเก่งๆของโลกนี้มักจะจบที่โรงพยาบาลบ้า เพราะคิดหาคำตอบตลอดเวลาจนหมกมุ่นอยู่ในความคิดตัวเองจนเป็นบ้านั่นเอง
**ก่อนขึ้นรถไปอิชั้นถ่ายรูปแฟนอิชั้นที่มาส่ง ที่ไหล่ซ้ายของแฟนอิชั้นมีรูป พี่หยิน กำลังมองมาที่อิชั้นอยู่
***นี่ถือเป็นเรื่องบังเอิญรึเปล่า แล้วเรื่องที่เลขที่นั่งของอิชั้น ที่อิชั้นเจาะจงเลือกที่นั่งเบอนี้ด้วยล่ะ มันบังเอิญใช่มั๊ย แล้วความบังเอิญมันมีอยุ่จริงหรือ(เอาอีกแล้วกู เริ่มสงสัยในทุกอย่างแล้ว สาดดด)
****สุดท้ายก็แลกเบอกับพี่หยิน เอาไว้วันไหนหาคำตอบใช้หับชีวิตไม่ได้จะโทรไปหาพี่นะ
*****นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าคุยกับคนแปลกหน้า ไม่งั้นอาจจะเจอระเบิดลูกใหญ่รออยู่ก็เป็นได้
จบ
edit @ 30 Mar 2009 23:32:55 by GroundFloor

แต่แอ้ว่ายังไงก็ยังดีที่ได้คุยเป็นเพื่อนพี่ทหารนะคะ
อาการคิดสั้นมันวูบเข้ามา หลังจากนั้นสติน่าจะมามากขึ้นแล้ว (รึเปล่า)
ถึงยังไง ทำดีที่สุดแล้ว อย่าคิดมากเลยเนอะ
ชอบขึ้นรถไฟไปเชียงใหม่เหมือนกันเลยค่ะ
#1 By แอ้ on 2009-03-30 23:50